In-house Training
หลักสูตรฝึกอบรมภายในองค์กรที่ออกแบบเฉพาะตามความต้องการของคุณ
หลักสูตร การฝึกอบรมผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ควบคุม ผู้ให้สัญญาณแก่ ผู้ยึดเกาะวัสดุ ชนิดปั้นจั่นขาสูง ปันจั่นเหนือศีรษะ และปั้นจั่นอยู่กับที่ชนิดอื่น
ในการบริหารจัดการการผลิต พบว่ามีความสูญเสีย(Loss)เกิดขึ้นตลอดเวลา ทั้งจากการทำงานของคน เครื่องจักร พลังงาน การใช้วัสดุต่างๆ โดยที่ความสูญเสียนั้น มักไม่ได้รับการแก้ไขหรือจัดการอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้นทุน การผลิตสูงขึ้นและปัญหาอื่นๆตามมา เช่นปัญหาคุณภาพ ผลผลิต การส่งมอบ ความปลอดภัย และขวัญกำลังใจ เป็นต้น TPM ที่คนส่วนใหญ่มีความเข้าใจว่าเป็นระบบเพื่อการซ่อมบำรุงเครื่องจักรที่ทุกคนมีส่วนร่วมเท่านั้น แต่ความเป็นจริง TPM นับเป็นระบบบริหารจัดการการผลิต ที่มีประสิทธิผลในการลดความสูญเสียต่างๆ ลดต้นทุนการผลิต เป็นระบบที่ทุกคนมีส่วนร่วมเพื่อการลดความสูญเสียจนกลายเป็นวัฒนธรรมขององค์กรในที่สุด
หลักสูตร การฝึกอบรมผู้ให้สัญญาณแก่ผู้บังคับปั้นจั่น และ ผู้ยึดเกาะวัสดุ ชนิดปั้นจั่นหอสูง รถ เรือปั้นจั่น
โดยที่กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน เกี่ยวกับเครื่องจักร ปั้นจั่น และหม้อน้ำ พ.ศ. 2552 และ ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอบรม หลักสูตรการปฏิบัติหน้าที่ผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ให้สัญญาณแก่ผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ยึดเกาะวัสดุ หรือผู้ควบคุมการใช้ปั้นจั่น และการอบรมทบทวนการทำงานเกี่ยวกับปั้นจั่น พ.ศ. 2554 กำหนดให้นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้าง ซึ่งเป็นผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ให้สัญญาณแก่ผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ยึดเกาะวัสดุ หรือผู้ควบคุมการใช้ปั้นจั่น ผ่านการอบรมหลักสูตรการ ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานปั้นจั่น เพื่อความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้าง
เทคนิคการบริหารจัดการคลังสินค้าเชิงกลยุทธ์เพื่อลดค่าใช้จ่ายและต้นทุน (Strategic Warehouse Managementfor Cost Saving)
โดยที่กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน เกี่ยวกับเครื่องจักร ปั้นจั่น และหม้อน้ำ พ.ศ. 2552 และ ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอบรม หลักสูตรการปฏิบัติหน้าที่ผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ให้สัญญาณแก่ผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ยึดเกาะวัสดุ หรือผู้ควบคุมการใช้ปั้นจั่น และการอบรมทบทวนการทำงานเกี่ยวกับปั้นจั่นพ.ศ. 2554 กำหนดให้นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้าง ซึ่งเป็นผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ให้สัญญาณแก่ผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ยึดเกาะวัสดุ หรือผู้ควบคุมการใช้ปั้นจั่น ผ่านการอบรมหลักสูตรการ ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานปั้นจั่น เพื่อความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้าง
การบริหารห่วงโซ่อุปทาน 4.0 SMART Supply Chain Management 4.0
เป็นที่ทราบกันดีในปัจจุบันแล้วว่า “คน” ถือเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าและเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวขององค์กรทั้งในปัจจุบันและอนาคต องค์กรที่มีทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ ทักษะความสามารถ และสามารถปรับตัวได้เร็วต่อการเปลี่ยนแปลง ก็ย่อมจะช่วยให้องค์กรมีความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจได้อย่างยั่งยืน การบริหารทรัพยากรบุคคลให้เกิดประสิทธิภาพนั้น ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารบุคคล (HR) เพียงฝ่ายเดียว แต่ “เป็นหน้าที่ของผู้จัดการและหัวหน้างานทุกคนในฐานะ Line Manager ซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้บริหารจัดการทรัพยากรบุคคลตัวจริง” ที่นอกจากจะต้องบริหารงานแล้ว ยังมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบการบริหารคนในหน่วยงานที่ตนเองรับผิดชอบอีกด้วย ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดย Line Manager จะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับการบริหารทรัพยากรบุคคลตั้งแต่การกำหนดคุณสมบัติ/คุณลักษณะของพนักงานที่หน่วยงานต้องการ การบริหารอัตรากำลังคน การสรรหาและคัดเลือก การพัฒนาความสามารถพนักงาน การประเมินและการบริหารผลการปฏิบัติงาน การบริหารค่าตอบแทน และการบริหารแรงงงานสัมพันธ์และสิ้นสุดเมื่อพนักงานออกจากองค์กร
เครื่องมือการจัดการในการที่จะมอบหมายและติดตามงาน รวมทั้งเป็นเข็มทิศในการพัฒนาสมรรถนะ (competency) ของบุคลากรทุกระดับในองค์กร นั่นก็คือ ใบกำหนดหน้าที่งาน (Job Description : JD) หรือรายละเอียดลักษณะงาน แต่หลายองค์กรมักจะพบอุปสรรคในการจัดทำ JD หลายประการ อาทิเช่น บริษัทมีการจัดทำ JD แล้ว แต่ไม่รู้จะเชื่อมโยง Competency ที่มีไปสู่ Training Road Map ของแต่ละฝ่ายงานได้อย่างไร ? แบบฟอร์ม JD ฝ่าย HR ก็ออกแบบให้แล้วนะ แต่หัวหน้างานต้นสังกัดไม่รู้จะเขียนหน้าที่และความรับผิดชอบอย่างไรดีถึงจะเหมาะสม ? บริษัทมีกำหนด Competency ของแต่ละตำแหน่งงานแล้ว แต่ทำไมเวลา ISO 9001, TS16949 Audit ทีไร โดน NC เรื่อง Competency ทุกทีเลย แบบนี้จะทำอย่างไรดีล่ะ จะได้ไม่ต้องแก้ NC กันบ่อยๆ ? ใน JD ก็มีการกำหนด KPI แล้ว แต่ KPI ของ JD มันจะสอดคล้องกับ Corporate KPI และ Department KPI ได้อย่างไร ? แล้วมันเชื่อมโยงไปสู่การประเมินผลการปฏิบัติประจำปีอย่างไรดี ? JD ที่ดีมีประสิทธิภาพ ต้องตอบโจทย์ปัญหาการจัดการต่างๆ ข้างต้นได้ หลักสูตรฝึกอบรมนี้จึงได้รับการออกแบบและพัฒนานี้ขึ้น เพื่อช่วยให้ท่านและองค์กรของท่านพัฒนาทักษะของผู้บริหารทุกระดับ ให้สามารถ กำหนด ทบทวน ปรับปรุง JD ของพนักงานในหน่วยงานของตนได้อย่างเหมาะสม โดยที่ท่านไม่ต้องจ้างที่ปรึกษาแพงๆ
ในยุคปัจจุบันถือได้ว่า “เวลา” เป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินธุกิจ เป็นทรัพยากรที่มีค่า เพราะเป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้นและมีอยู่อย่างจำกัด หลายองค์กรจึงนำมาใช้เป็นกลยุทธ์ในการแข่งขัน เพื่อสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องปลูกฝังให้บุคลากรภายในองค์กรเล็งเห็นความสำคัญของ “เวลา” เพื่อให้มีความสามารถในการบริหารเวลาได้อย่างเหมาะสม พร้อมทั้งมีการจัดลำดับความสำคัญของงานอย่างเป็นระบบและถูกต้อง เพื่อให้การทำงานในแต่ละวันบรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ หลักสูตร การบริหารเวลาและการจัดลำดับความสำคัญงานอย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งเน้นการเรียนรู้ความสำคัญของการบริหารเวลา รู้จักคุณค่าของเวลา สามารถจัดสรรเวลาได้อย่างถูกต้องและสามารถแบ่งแยกระหว่างเเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวออกจากกันได้ พร้อมทั้งเรียนรู้เทคนิคการจัดลำดับความสำคัญของงาน เทคนิคการขจัดความยุ่งเหยิง เทคนิคการทำงานเชิงรุก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้สามารถขับเคลื่อนเป้าหมายขององค์กรประสบความสำเร็จ
องค์กรของท่านเคยเผชิญกับปัญหาเหล่านี้บ้างไหม ? ✓ พนักงานบางคนทำงานไปวัน ๆ ไม่คิดสร้างสรรค์ผลงาน ไม่อยากเปลี่ยนแปลง ✓ พนักงานบางคนขาดเป้าหมายในการทำงานร่วมกัน ✓ พนักงานบางคนมีมุมมองหรือแนวคิดด้านลบต่อการทำงาน/องค์กร ✓ ทำงานด้อยประสิทธิภาพและประสิทธิผล ✓ ไม่ผูกพันต่อองค์กร รู้สึกว่าตนไม่ได้มีส่วนร่วมหรือเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ✓ พนักงานบางคนไม่สนใจกำไรหรือต้นทุนซึ่งเป็นความอยู่รอดขององค์กร ✓ คิดลบต่อองค์กร
ปัจจุบันผู้บริหารส่วนใหญ่ต้องการที่จะให้พนักงาน มีความผูกพันกับองค์กรมากขึ้น เนื่องจากการปฏิบัติตนของพนักงานไม่ค่อยมีความรักต่อองค์กร ไม่มองว่าองค์กรเป็นเสมือนบ้านของตัวเองเหมือนในอดีต ซึ่งอาจเกิดจากปัจจัยหลายๆอย่าง เช่น การมีทัศนคติเชิงลบต่อองค์กร , การมองเห็นแต่ข้อเสียขององค์กรเพียงด้านเดียว เป็นต้น การสร้างจิตสำนึกในองค์กรจึงเป็นโจทย์ที่ผู้บริหารต้องการแก้ไขเป็นที่สุด เพราะหากสามารถทำให้พนักงานมีความผูกพันกับองค์กรและทีมงานที่แน่นแฟ้นมากขึ้นเท่าไร การทำงานก็จะมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้นเท่านั้น บุคลากรซึ่งเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรคงต้องเป็นผู้สร้างจิตสำนึกรักองค์กรขึ้นด้วยตัวเอง โดยการสร้างภาพลักษณ์องค์กรในฝันให้มีความสอดคล้องกับคุณค่าและวัฒนธรรมที่องค์กรเป็นอยู่ รวมทั้งการปฏิบัติตัวในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อบุคคลรอบข้างในองค์กร เพื่อทำให้เกิดความสุขและความภาคภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งขององค์กร วิธีง่ายๆที่สามารถสร้างความรักในองค์กร ก็คือ การมององค์กรในแง่ดีและการปฏิบัติตัวให้รักในงานที่รับผิดชอบ พร้อมกับจับถูกบุคคลรอบทิศทาง ก็จะสามารถเกิดความสุขในการอยู่ร่วมกันในองค์กรได้แล้ว
ภายใต้สภาวะการแข่งขันทางธุรกิจที่มีความหลากหลายและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การจัดการ ข้อขัดแย้งเพื่อสร้างสัมพันธภาพในงานและการสื่อสารจึงถือเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่องค์กรส่วนใหญ่นำไปใช้ในการบริหารจัดการงานทั้งภายในและภายนอกองค์กร การจัดการความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ การสื่อสารที่ “ถูกต้อง ชัดเจน ตรงประเด็น สั้นกระชับ ได้ใจความ และรวดเร็ว” และการทำงานเป็นทีม ย่อมทำให้องค์กรได้เปรียบในการแข่งขัน ในขณะเดียวกันการละเลยการจัดการข้อขัดแย้งและการสื่อสารที่ผิดพลาด คลาดเคลื่อน และล่าช้า ก็อาจนำมาซึ่งความเสียหายต่อหน่วยงาน ทีมงานและองค์กรได้เช่นกัน
องค์กรของท่านเคยเผชิญกับปัญหาเหล่านี้บ้างไหม ? ✓ พนักงานบางคนทำงานไปวัน ๆ ไม่คิดสร้างสรรค์ผลงาน ไม่อยากเปลี่ยนแปลง ✓ พนักงานบางคนขาดเป้าหมายในการทำงานร่วมกัน ✓ พนักงานบางคนมีมุมมองหรือแนวคิดด้านลบต่อการทำงาน/องค์กร ✓ ทำงานด้อยประสิทธิภาพและประสิทธิผล ✓ ไม่ผูกพันต่อองค์กร รู้สึกว่าตนไม่ได้มีส่วนร่วมหรือเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ✓ พนักงานบางคนไม่สนใจกำไรหรือต้นทุนซึ่งเป็นความอยู่รอดขององค์กร ✓ คิดลบต่อองค์กร ปัญหาดังกล่าวข้างต้นส่วนหนึ่งมาจากการที่พนักงานขาดจิตสำนึกรักองค์กร(Organization Awareness) รู้สึกไม่มีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าขององค์กร(Sense of Business Ownership)
การคิดบวกในการทำงานเพื่อสร้างความสำเร็จขององค์กร ( Positive Thinking for Success)