หัวข้อการอบรม
เนื้อหาหลักสูตร (Key Learning – 1 Day)
MODULE 1
เปลี่ยนบทบาทและกรอบความคิดสู่หัวหน้างานมืออาชีพ (From Staff Mindset to Professional Supervisor)
“ตำแหน่งทำให้คุณมีอำนาจ แต่พฤติกรรมของคุณต่างหากที่ทำให้คนยอมรับ”
STEP 1 — เปลี่ยนกรอบความคิดจาก “ผู้ปฏิบัติ” สู่ “ผู้นำทีม” (Supervisor Mindset Shift)
• การเปลี่ยนจาก Individual Contributor สู่ Supervisor (From Doing to Leading)
— เข้าใจว่าความสำเร็จของหัวหน้าไม่ได้วัดเฉพาะงานที่ตนเองทำ แต่รวมถึงผลงานของทีม
• หัวหน้างานยุคใหม่ที่องค์กรและลูกน้องคาดหวัง (Modern Supervisor Expectations)
— บริหารทั้ง People, Performance และ Process
• หัวหน้างานมืออาชีพกับหัวหน้าที่เพียงมีตำแหน่ง (Professional vs. Positional Supervisor) — วิเคราะห์พฤติกรรมที่สร้างและทำลายความน่าเชื่อถือ
STEP 2 — เข้าใจบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบ (Role, Responsibility & Accountability)
• บทบาทหัวหน้างานในฐานะตัวเชื่อมองค์กรกับพนักงาน (Supervisor as Organizational Link) — แปลงเป้าหมายระดับองค์กรสู่การปฏิบัติของทีม
• Responsibility vs. Accountability — แยกสิ่งที่ต้องลงมือทำออกจากผลลัพธ์ที่หัวหน้าต้องรับผิดชอบ
• THC ของหัวหน้างานมืออาชีพ (THC of Professional Supervisor) — เชื่อมแนวคิดเดิมของหลักสูตรสู่พฤติกรรมที่องค์กรคาดหวัง
MODULE 2
STEP 3: รู้ตน รู้คน รู้งาน เพื่อบริหารทีมอย่างเข้าใจ (Know Self – Know People – Know Work)
“ก่อนบริหารคนอื่นได้ดี หัวหน้าต้องเริ่มจากเข้าใจตนเอง เข้าใจคน และเข้าใจสิ่งที่ตนรับผิดชอบ”
STEP 3 — 3 รู้ของหัวหน้างานมืออาชีพ (3 Keys of Supervisor Effectiveness)
• รู้ตน (Know Yourself) — วิเคราะห์สไตล์การทำงาน การสื่อสาร จุดแข็ง และ Blind Spot ของตนเอง Responsibility–Accountability
• รู้คน (Know Your People) — เข้าใจความแตกต่างด้านพฤติกรรม ประสบการณ์ แรงจูงใจ และความพร้อมของลูกน้อง DISC ความแตกต่างของบุคคล/Generation
• รู้งาน (Know Your Work) — เข้าใจเป้าหมาย มาตรฐาน ลำดับความสำคัญ Responsibility และ Accountability
• ปรับวิธีบริหารตามคนและสถานการณ์ (Adaptive Supervisory Approach)
— ลดการใช้วิธีเดียวกับลูกน้องทุกคน 4 Types of Subodinates
MODULE 3
STEP 4–5: สื่อสาร พัฒนาคน แก้ปัญหา และนำทีมสู่ผลลัพธ์ (Communicate, Coach & Lead for Results)
“หัวหน้าที่เก่งไม่ได้สร้างลูกน้องที่ต้องพึ่งหัวหน้า แต่สร้างทีมที่สามารถคิด ทำ และรับผิดชอบได้มากขึ้น”
STEP 4 — สื่อสาร สอนงาน และสร้างแรงจูงใจ (Communicate, Coach & Motivate)
• การสอนงานและ Coaching (Coaching for Performance)
- เปลี่ยนจากการบอกคำตอบเป็นการช่วยให้ลูกน้องคิดและพัฒนา
• การมอบหมายงานอย่างมีประสิทธิภาพ (Effective Delegation)
— กำหนด Expected Result, Authority, Deadline และ Follow-up
• การสื่อสารและการฟังอย่างมีประสิทธิภาพ (Effective Communication & Active Listening) — สื่อสารให้ชัด ฟังเพื่อเข้าใจ และลดความคลาดเคลื่อน
STEP 5 — แก้ปัญหา ตัดสินใจ และสร้างทีมให้สำเร็จ (Problem Solving, Decision Making & Team Leadership)
• คิดจากปัญหาสู่สาเหตุ (Problem to Root Cause) — ไม่รีบแก้เพียงอาการ แต่ค้นหาสาเหตุที่แท้จริง
• การตัดสินใจของหัวหน้างาน (Practical Decision Making) — ใช้ข้อมูล ผลกระทบ ความเร่งด่วน และความเสี่ยงประกอบการตัดสินใจ
• สร้าง Ownership ในทีม (Building Team Ownership) — เปลี่ยนจาก “เรื่องของหัวหน้า” เป็น “ความรับผิดชอบร่วมของทีม”
• การทำงานเป็นทีมสู่เป้าหมาย (Teamwork for Results) — เชื่อมเป้าหมาย บทบาท การสื่อสาร และการติดตามผลงาน